SHARE
CANVAS BANGKOK

เสพงานศิลป์รสโอชา ที่สะท้อนรสนิยมและรสมือระดับเทพ ผ่านวัตถุดิบตำรับไทยๆ ที่ CANVAS

SHARE

 

ไม่น่าจะมีบ่อยครั้งมากนัก ที่เราจะเห็นร้านอาหารที่ให้ความสำคัญกับรสดั้งเดิมของวัตถุดิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัตถุดิบที่เป็นต้นตำรับของรสชาติแบบไทยๆ หรือจะเรียกว่าวัตถุดิบพื้นบ้านก็คงไม่ผิดอะไร ซึ่งเราเชื่อว่าวัตถุดิบหลายอย่างเพียงได้ยินชื่อคนไทยหลายคนอาจนึกหน้าตาไม่ออกด้วยซ้ำ ว่าคืออะไร เช่น ไข่ผำ มะอึก ตะลิงปลิง แต่เชฟไรลีย์ แซนเดอร์ส (Riley Sanders) เชฟหนุ่มจากรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา กลับหลงรักและชื่นชอบวัตถุดิบที่เป็นต้นตำรับของรสชาติไทยๆ เหล่านี้ และได้นำมาสร้างสรรค์เมนูที่มีความซับซ้อนในเรื่องความหลากหลายของรสสัมผัส  (Tasty Texture) ให้เป็นจานอร่อยที่ควรค่าแห่งการลิ้มรสเพื่อความประทับใจกับประสบการณ์ใหม่ที่เป็นเสมือนการเสพงานศิลปะบนเมนูชั้นเลิศที่มีความซับซ้อนของรสชาติจากการปรุงของเชฟไรลีย์และทีม เสมือนภาพวาดชิ้นเอกของศิลปินระดับโลก
 




ร้าน CANVAS BANGKOK หรือจะเรียกว่า แคนวาส ทองหล่อ ก็คงไม่ผิดอะไร ซึ่งแม้จะเพิ่งเปิดได้เพียงไม่ถึง 3 เดือน ก็เริ่มเป็นที่ถูกพูดถึงค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะคอนเส็ปของร้านที่ค่อนข้างชัดเจนและแข็งแรงมาก ที่วางตัวเองว่าเป็นร้านอาหารที่เสิร์ฟจานอร่อยคุณภาพเยี่ยมให้บริการตามาตรฐาน Fine Dining แต่อบอุ่นและเป็นกันเอง คือไม่จำเป็นต้องแต่งตัวหรูเต็มยศเหมือนไป Fine Dining Restaurant หากจะใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ แต่งตัวสบายๆ ก็สามารถมาดื่มด่ำที่นี่ได้อย่างไม่ต้องเก้อเขินแต่อย่างใด

และหากถามว่าอะไรคือที่มาที่ไปของชื่อ CANVAS นั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะที่นี่มองว่ามื้ออร่อยที่จะเสิร์ฟให้ลูกค้านั้น แต่ละจานจะเป็นเสมือนภาพวาดชิ้นเอกที่บรรจงสร้างสรรค์โดยทีมเชฟ ที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นศิลปินชั้นดี ที่พร้อมปรุงความอร่อยด้วยความตั้งใจ ลงบนจานที่เป็นเสมือนผืนผ้าแคนวาส ลูกค้าแต่ละท่านจึงเป็นเสมือนผู้ที่ชื่นชอบและมีความสุขกับการได้มาเสพงานศิลปะผ่านจานอร่อยที่อยู่ตรงหน้านั่นเอง












ซึ่งประสบการณ์แห่งความสุขที่ลูกค้าจะได้รับ จะเริ่มตั้งแต่ก้าวแรกที่ได้ก้าวสัมผัสพื้นที่ของร้านแคนวาส ที่ทุกอณูพื้นที่ ทุกรายละเอียดได้รับความใส่ใจยิ่งกว่าคำว่าพิถีพิถัน พื้นผิวสัมผัสของโต๊ะ เก้าอี้ รวมไปถึงการเลือกใช้จานชามช้อนและอุปกรณ์ต่างๆ ล้วนผ่านการเลือกเฟ้นมาอย่างตั้งใจ เพื่อให้ทุกพื้นที่ของร้าน ที่ไม่ว่าลูกค้าจะนั่งอยู่ในส่วนไหน จะชั้นล่างหรือชั้นบน จะมุมด้านใน หรือโต๊ะริมหน้าต่าง ก็คงได้รับประสบการณ์แห่งความสุขผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ รูป รส กลิ่น เสียง และผิวสัมผัส ราวกับการมาเยือนอาร์ตแกลอรี่ที่อัดแน่นไปด้วยงานศิลปะที่ต้องใจต้องรสนิยมไม่ต่างกัน




ร้าน CANVAS BANGKOK ได้ตัวเชฟไรลีย์ มาเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่เป็นต้นคิดต้นปรุง คิดและค้น พัฒนาและต่อยอดในการสร้างสรรค์ทุกเมนูอร่อยให้กับที่แคนวาส ซึ่งเสน่ห์แห่งรสชาติที่เป็นความยากซับซ้อนแต่ลงตัว คือการสรรหา เลือกเฟ้น และจับคู่ผสมผสานของวัตถุดิบไทยที่มีรสชาติอันเป็นธรรมชาติสูงสุด ลดทอนการใช้รสปรุงแต่งที่ผ่านโรงงานอุตสาหกรรมให้มากที่สุด ซึ่งวิถีการปรุงอาหารแบบ  Agriculture & Organic Ingredients นี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเป็นแนวทางที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนแต่อย่างใด เพราะในหลายๆ ประเทศก็ทำกันจนเป็นเรื่องปกติ ซึ่งหากว่ากันตามจริงแล้ว อาหารไทยที่เป็นต้นตำรับหลายๆ เมนู ก็ใช้วิธีการแบบนี้เช่นเดียวกัน แต่วิถีการปรุงที่เชฟไรลีย์ เลือกใช้กับวัตถุดิบไทยๆ ที่มีรสชาติและรสสัมผัสที่ต่างกัน แต่กลับนำมาผสมผสานเข้ากันอย่างฉลาดคิดและฉลาดเลือก จนหลายๆ เมนู ถึงกับสร้างความประหลาดใจได้อย่างนาอัศจจรรย์เมื่อรู้ว่าอาหารตรงหน้าที่ดูงดงามราวกับภาพวาดนั้นใช้เครื่องปรุงหรือวัตถุดิบที่เราต่างคุ้นเคยมาอย่างดี


และต่อไปนี้คือเมนูอันเอกอุในการสร้างสรรค์จากฝีมือของเชฟไรลีย์และทีม ที่หลายจานเมื่อได้ลิ้มรสแล้ว ก็พาลให้เราคิดถึงผลงานภาพเขียนของศิลปินระดับโลกหลายๆ ท่านอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ 
 


 

Welcome Bread
จะเรียกว่าเป็นจานเรียกน้ำย่อย หรือกินเล่นฆ่าเวเลา ก็ดูจะธรรมดาเกินไป เพราะ Welcome Bread จานนี้คือมันเทศสีม่วงที่เราต่างคุ้นเคย แต่ถูกนำมาเปลี่ยนรูปแบบ โดยการนำไปย่างบนเตาถ่าน จนแลดูคล้ายขนมปัง แล้วเสิร์ฟร้อนคู่กันกับ Lard  Spread  ที่ปรุงด้วยวัตถุดิบพื้นบ้านอย่างน้ำมะนาว สมุนไพรไทยพื้นบ้าน เช่น ผักชี ใบสะระแหน่ จากนั้นก่อนเสิร์ฟโรยด้วยหมูหยองและงาขาวคั่ว ถือเป็น Welcome Dish ที่ได้ใจไปเต็มๆ เพราะทุกคนจะ “ว้าว” ทันทีเมื่อรู้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือมันเทศ แถมรสชาติความอร่อยก็ไม่ทำให้ผิดหวังแม้แต่น้อย




แวบแรกที่จานนี้ยกมาเสิร์ฟ ก็นึกถึงภาพวาด Nature Morte Aux Mangos ของ Paul Gauguin ภาพวาดที่โด่งดังในความลึกล้ำและซ่อนความหมายแห่งเสน่หาที่ดูเร้นลับแฝงไว้ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่ Welcome Bread จานนี้ของร้านแคนวาสซุกซ่อนไว้ก็คือความอร่อยที่ชวนตื่นเต้นทั้งรสชาติและรสสัมผัสตั้งแต่คำแรกจนไม่อยากให้มีคำสุดท้าย เพราะกลัวหมดแล้วจะไม่ได้ลิ้มรสอันโอชาเช่นนี้อีก




Chilled Clams, Barely Cooked
หอยตลับที่เราคุ้นเคย ถูกเชฟไรลีย์นำไปนึ่งโดยใช้เวลาเพียง 30 วินาทีเท่านั้น แล้วรีบนำไปลงน้ำเย็นจัด สิ่งที่ได้คือความสด หวาน และความกรุบกรอบที่เพิ่มขึ้นจากขั้นตอนในการปรุงแบบนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเชฟไรลีย์เลือกเสิร์ฟกับน้ำระกำผสมผสานกับน้ำมันขมิ้น ที่สั่งตรงมาจากฟาร์มออร์แกนิค,น้ำมันดอกทานตะวัน ขิงอ่อน ตะลิงปลิง และพริกชี้ฟ้าเหลืองฝานบางๆ รสชาติที่ได้กับรสสัมผัสที่พบ คือความลงตัวที่ให้ความกรุบกรอบหวานสดชื่นได้อย่างลืมไม่ลง



ทั้งหน้าตาของจานนี้ ทั้งรสชาติที่สดใส ทำให้เรานึกถึงภาพวาด The Starry Night ของ Van Gogh ที่งดงามราวกับดวงตาแห่งราตรี ที่มาปลุกค่ำคืนอันเงียบเหงาให้สดชื่นและน่าจดจำ




Tomatoes & Trout Roe
น่าจะเป็นอีกหนึ่งจานอร่อยไม่รู้ลืมของความโอชาแบบเรียกน้ำย่อย ที่ต้องบอกว่าคือความลงตัวของความหลากหลายของผิวสัมผัสของรสชาติจากน้ำปรุงรสที่ประกอบด้วย รากผักชีลาว ผักชี  ใบสะระแหน่ เลม่อน ขิง และน้ําตาลปี๊บ นำมาคลุกเคล้ากับมะเขือเทศ แล้วเสิร์ฟมาคู่กับซอสของถั่วเหลือง ที่นำถั่วเหลืองไปหมักกับนมถั่วเหลือง งา และน้ำมะนาว จากนั้นนำมาบดจนได้ครีมข้นขาวปรุงรสด้วยน้ำมันผักชีฝรั่ง หรือ  Dill Oil แล้วนำมาเสิร์ฟพร้อมกับฟองเต้าหู้ทอดกรอบ และไข่ปลาเทรา โดยเชฟแนะนำให้ลิ้มรสใสส่วนที่เป็นฟองเต้าหู้ทอดกรอบกับไข่ปลาเทราก่อน จากนั้นตามติดในทันทีด้วยน้ำปรุงด้านล่างกับมะเขือเทศ โดยในแต่ละวันที่เสิร์ฟจะเลือกเนื้อผลไม้ตามฤดูกาลมาเป็นส่วนผสมเสริมเพื่อช่วยเพิ่มรสชาติให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น นั่นแสดงว่าทุกครั้งและทุกวันที่มาแล้วสั่งจานนี้ ความอร่อยจะยังคงเดิม แต่ประสบการณ์ของรสสัมผัสจะไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน



ภาพวาดของศิลปินที่เรานึกถึงเมื่อจานนี้ยกมาเสิร์ฟและได้ลิ้มรสคือ ภาพ Ballerine in Rosa ของ Edgar Degas ภาพ 3 สาวน้อยในชุดบัลเล่ต์สีชมพูอมส้มสดใส ที่สร้างความประทับใจในทันทีที่ปรากฏต่อสายตาตรงหน้า เป็นการพบเจอที่ไม่อยากให้มีการเอ่ยลา และต้องตาตรึงใจมิรู้ลืม




Charred Sweet Corn, Crushed & Thickened with Its Milk
อยากจะพูดว่าเป็นจานที่ถูกเสกด้วยความซนและความเจ้าคิดของเชฟไรลีย์ ที่ตั้งใจนำข้าวโพดอ่อนมาผ่านกรรมวิธีการปุรงหลากหลายรูปแบบเพื่อให้ได้รสสัมผัสที่แตกต่างกัน พร้อมเพิ่มประสบการณ์ใหม่ของการผสมผสานรสชาติที่ลงตัวจากชีสที่ทำมาจากนมวัวจากเชียงราย มาผสมรวมเข้าด้วยกันกับเนยที่นำเข้ามาจากฝรั่งเศส ก่อนเสิร์ฟวางด้านบนด้วยพริกชี้ฟ้าอ่อน และไข่แดงดองน้ำปลา โดยเลือกใช้น้ำปลาที่มีรสชาติเหมาะเจาะกับการดองไข่แดงอย่างเข้ากันและเสริมส่งรสชาติได้อย่างดี เพราะคนที่ทำอาหารส่วนใหญ่จะรู้ว่าน้ำปลาแต่ละแบบนั้น เหมาะกับการทำอาหารแตกต่างกัน บ้างเหมาะกับการทำยำ บ้างเหมาะกับการใส่น้ำซุป น้ำปลาที่เชฟเลือกมาดองไข่แดงนี้จึงให้รสชาติที่เหมาะเจาะกำลังดี ยิ่งไปกว่านั้นยังเพิ่มผิวสัมผัสด้วย Crispy Corn Silk หรือใยไหมข้าวโพดทอดกรอบ จานนี้แนะนำให้ตักทุกส่วนผสมแล้วลิ้มรสพร้อมกันในคำเดียว จะได้รสชาติและรสสัมผัสที่น่าอัศจรรย์ หากมาเกิน 2 คน แนะนำให้สั่งมา 2 ที่ เพราะแค่จานเดียวคงไม่พอแน่นอน




จานอร่อยจานนี้ คือ ความสดใส ความสุกสกาว ดั่งภาพวาด Sunflowers ของ Van Gogh ที่ดูเหมือนเรียบง่าย แต่ทรงพลังยิ่งนัก ใครที่ได้ครอบครองจะไม่มีวันเบื่อ เฉกเช่นเดียวกันกับความอร่อยของจานนี้ ที่กินได้เรื่อยๆ ไม่รู้จบ เพราะแม้ว่าหมดจานแล้ว แต่รสชาติความอร่อยยังคงติดปลายลิ้นแบบไม่ลืมจริงๆ 




Fried Shrimp & Dried Shrimp
จานนี้เชฟไรลีย์ คิดเหนือชั้นยิ่งกว่าคิดนอกกรอบ โดยการใช้กุ้งฝอยแห้งที่เราคุ้นลิ้นคุ้นรสในส้มตำไทยมาป่นทำเป็นผงแป้ง แล้วนำกุ้งลายเสือที่ผ่านการเตรียมแบบลับเฉพาะ ก่อนนำไปชุบแป้งผงกุ้งแล้วทอดให้กรอบนอกนุ่มใน คือนุ่มในจริงๆ นุ่มแบบละเมียดลิ้นอย่างไม่น่าเชื่อว่าผิวสัมผัสด้านนอกกรอบขนาดนี้แล้ว เนื้อด้านในจะคงความนุ่มได้อีก เสิร์ฟคู่มากับครีมซอสจากน้ำสต็อกหัวกุ้งที่เคี่ยวจนข้นเพื่อให้ได้รสชาติที่หวานหอมละมุนลิ้น หรือจะแกล้มกับครีมซอสมะนาวและข่าป่น ที่จะช่วยเพิ่มรสชาติให้จัดจ้านมากยิ่งขึ้น



ภาพวาดของศิลปินอันเอกกุที่เรานึกถึงเมื่อได้ลิ้มรสจานนี้ คือภาพ Degas Quatre Danseuses ของ Edgar Degas ภาพของสามสาวเริงระบำที่ดูลึกลับซับซ้อนแต่งดงามและชวนสะกดตา ไม่ต่างกับความอร่อยที่ได้จากจานนี้ กับรสชาติที่มากเสน่ห์และชวนค้นหาเพื่อค้นพบความอร่อยอันเร้นลับและเหนือชั้นกว่าใคร




Mud Crab & Lotus
สำหรับคนที่ชอบเนื้อปู จานนี้คงพลาดไม่ได้ เพราะเชฟไรลีย์สร้างสรรค์จานปูได้เกินความคาดหมายโดยการนำวัตถุดิบพื้นบ้านอย่าง ไข่ผำ หรือสาหร่ายน้ำจืดที่หาได้ไม่ง่ายนัก ถึงขั้นเชฟต้องสั่งมาจากต่างจังหวัดและต้องมาสดๆ แทบทุกวัน โดยเนื้อปูที่นึ่งจนสุกกำลังดีให้เนื้อหวานฉ่ำและไม่แห้ง แกะเอาเฉพาะเนื้อปูแน่นๆ มาคลุกเคล้ากับเนยและไข่ เสิร์ฟกับสายบัว และรากบัวทอดกรอบเหลืองทอง วางประดับด้วยยอดผักแขยงที่เมื่อลิ้มรสพร้อมกันในหนึ่งคำ จะได้รสสัมผัสแห่งความอร่อยที่หลากหลายเกินการคาดเดา



วงล้อความอร่อยของจานนี้ ทำให้นึกถึงภาพวาด Rosebush ของ Gustav Klimt ที่หยอกล้อผสมผสานระหว่างความงดงามของลวดลาย กับความใส่ใจในรายละเอียด ที่สะท้อนความตั้งใจของผู้ที่สรรค์สร้างได้อย่างสมบูรณ์แบบ




Thai Wagyu, Grilled Rare & Chopped
จานอร่อยที่ดูเรียบง่าย แต่เราเชื่อว่าคนรักเนื้อจะยอมศิโรราปกับจานนี้ เพราะเชฟไรลีย์นำเนื้อไทยวากิวส่วนที่นุ่มมาคลุกเคล้ากับ Bone Marrow ที่ผ่านกรรมวิธีการปรุงมาอย่างดี เสิร์ฟมากับกระเทียมเม็ดใหญ่ฝานบางๆ แล้วทอดจนกรอบเหลืองทอง ใบโหระพา และหัวหอมแดงดอง และล้ำยิ่งขึ้นกับ Blood Powder ที่โรยมาไม่มากไม่น้อยจนเกินไป โดยจานนี้เชฟแนะนำให้คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน แล้วความอร่อยที่ได้จะมีความหลากหลายของรสชาติและรสสัมผัสที่ถูกใจคนชอบทานเนื้อยิ่งนัก



หากใครเป็นแฟนของ Pablo Picasso น่าจะนึกถึงภาพ Tête de Marie-Thérèse ภาพที่ผสมผสานความรู้สึกที่แตกต่างแต่ดูเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างลงตัวภาพนี้ ที่ช่างเหมาะเจาะกับเมนูจานนี้ยิ่งนัก และอยากรู้จริงๆ ว่าหาก Picasso มีโอกาสได้มาลิ้มรสความอร่อยของจานนี้ จะมีภาพวาดต่อเนื่องจากภาพนี้เกิดขึ้นด้วยหรือไม่



Octopus, Poached In Coconut Oil with Smoked Chilies
อีกหนึ่งจานสร้างสรรค์และคิดต่าง เมื่อเชฟไรลีย์นำเนื้อปลาหมึกนำเข้าจากประเทศสเปนไป Sous Vide กับน้ำมันมะพร้าวที่อุณหภูมิ 82 องศา เป็นเวลา 5 ชม. เพื่อคงความนุ่มแบบสมบูรณ์แบบตามที่ต้องการ หลังจากนั้นนำมาจี่กับความร้อนบนกระทะ แล้วราดด้วยน้ำซอสที่ปรุงขึ้นเป็นพิเศษจากสมุนไพรกว่า 30 ชนิด แล้วเสิร์ฟมาพร้อมกับป่าใบบัวบก เกล็ดส้มโอ และแว่นเผือกทอดกรอบ ที่ให้รสชาติลงตัว ได้อร่อยลิ้นชื่นรสจากธรรมชาติโดยแท้



จานนี้ทั้งความสวยงามในการนำเสนอ และรสชาติที่อร่อยนวลเนียนอย่างกลมกล่อมและลงตัว เสมือนดั่งภาพวาด Still Life ของ Edouard Manet ที่ยืนยันว่า “ฉันยังคงอยู่ตรงนี้เสมอ” ความหอมหวานที่รอการดื่มด่ำยังคงรอคอยอยู่เสมอ



Meklong Catfish, Caramelized with Tamarind
เมื่อเนื้อปลาดุกสายพันธุ์พิเศษจากแม่น้ำแม่กลอง ที่แล่ให้เป็นชิ้นโตและคัดเฉพาะเนื้อส่วนที่ได้คุณภาพ นำมาปรุงด้วยศาสตร์และศิลป์ตามแบบฉบับของปลาไหลย่างซีอิ้วตำรับญี่ปุ่น แต่ใช้ซอสมะขามแทน ซึ่งแน่นอนว่าต้องย่างด้วยเตาถ่านที่ถูกควบคุมอุณหภูมิอย่างดีจนเกรียมนอกสวย เนื้อในสุกฉ่ำน้ำซอส เสิร์ฟมาพร้อมกับครีมกะทิ มะอึกย่าง องุ่นย่าง องุ่นสด และราดตบท้ายด้วยครีมซอสมุนไพร Thai Herb Puree



ความอร่อยของจานนี้ ทำให้นึกถึงภาพวาด The Sistine Madonna ของ Pierre-Auguste Renoir ที่ผสมผสานสองความงดงามเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ คือสองรสชาติสองสไตล์ที่สมดุลและอร่อยได้อย่างลงตัว



Pigeon & Roasted Watermelon
ใครจะไปคิดว่าจานที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้ คือเมนูที่รังสรรค์มาจากเนื้อนกพิราบที่นำเข้ามาจากฝรั่งเศส แต่ถูกปรุงรสตามแบบไทย กับใบชะพลูที่ห่อแล้วนำไปอบให้หอมอบอวลเป็นเวลา 30 นาที ก่อนจะนำมาเซียบนกระทะ พร้อมเสิร์ฟกับแตงโมย่าง ที่ย่างได้แห้งและชุ่มได้อย่างน่าอัศจรรย์ พร้อมใบชะพลูทอด และเพิ่มรสให้จัดจ้านยิ่งขึ้นด้วยผงพริกไทยอ่อน  เพียงคำแรกที่ได้สัมผัส บอกได้คำเดียวว่า “เป็นบุญลิ้น” ยิ่งนัก



การผสมผสานของวัตถุดิบที่หลากหลายของจานนี้ ทำให้นึกถึงภาพวาด Bridge Near Arles ของ Van Gogh ที่นอกจากจะมีเส้นสายละม้ายคล้ายการจัดจานแล้ว ยังสื่อความหมายถึงการเชื่อมต่อความสุขของความแตกต่างที่โยงใยสัมพันธ์กันได้อย่างไม่ขาดตอน



Beef Cheek, Cooked for 3 Days with Roasted Garlic

ไม่มีคำอธิบายใดๆ จะดีไปกว่าคำว่า “ใครพลาดจานนี้ ถือว่าไม่น่าให้อภัยตัวเองจริงๆ” กับความอร่อยเกินคำว่าโอชารสของแก้มวัวที่เคี่ยวเป็นเวลา 3 วันเต็มๆ เพื่อให้นุ่มละมุนลิ้นและเป็นประสบการณ์ใหม่ของความอร่อย ที่หลายคนจะติดใจอย่างแน่นอน เพราะไม่ว่าจะได้ลิ้มรสในขนาดชิ้นเล็กเพียงไหนหรือน้อยเพียงใด แต่รสสัมผัสที่ได้จากเนื้อแก้มวัวนุ่มๆ กับเห็ดหอมทอดกรอบและฝรั่งสดของจานนี้ คือความลงตัวของความอร่อยระดับราชาหรือมหารานีเลยทีเดียว



ความอร่อยของจานนี้ ไม่สามารถลบเลือนจากใจไปได้ง่ายๆ ราวกับภาพวาด The Tree of Life ของ Gustav Klimt ที่นอกจากมีความงดงามที่ละม้ายคล้ายกันแล้ว ในแง่งามของความหมายนั้น ก็มากคุณค่าในการเป็นแรงบันดาลใจให้อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อจะได้ดื่มด่ำกับความสุขอันโอชาในทุกโมงยามเฉกเช่นเดียวกัน



Lamb Neck & Blood Clam
ต้องถือว่าคือความบ้าระห่ำ คือความกล้า คือความสุดโต่งของเชฟไรลีย์ กับเมนูนี้ ที่กล้านำเนื้อแกะ สะตอ และหอยแครง มาพบกันอย่างตั้งใจ เพราะแน่นอนว่าทั้ง 3 วัตถุดิบนี้ขึ้นชื่อเรื่องกลิ่นเฉพาะตัว ที่บางคนก็ลุ่มหลง แต่บางคนก็เมินหน้าหนี โดยจานนี้จะนำเนื้อคอแกะมา Sous Vide  เป็นเวลา 20 ชม. เพื่อให้สุกและนุ่มอย่างสมบูรณ์แบบตามความปรารถนาของเชฟ แล้วนำไปย่างต่อบนกระทะที่ร้อนฉ่าเพื่อให้เนื้อด้านนอกกรอบเกรียม แล้วนำมาเสิร์ฟพร้อมกับครีมและเม็ดสะตอสด ถั่วลันเตาหวาน และหอยแครงลวกพอสะดุ้งน้ำ ถือเป็นจานอร่อยล้ำที่หากไม่รักหมดหัวใจ ก็คงชิงชังจนไม่อยากพบเจอกันอีกเลย
 



ความระห่ำที่มาพร้อมรสชาติความอร่อยเหนือการคาดหวังของจานนี้ ทำให้นึกถึงภาพวาด La Manneporte a Etretat ของ Claude Monet ที่ให้ความรู้สึกถึงการบ้าระห่ำ กระแทกกระทั้น แต่งดงาม




Roasted Chestnut Cake
เค็กเกาลัดที่อบในถาดขนมครกจานนี้ เชฟไรลีย์กล่าวว่าได้แรงบันดาลใจจากการไปเดินตะลอนชิมอาหารย่านเยาวราช ที่เนืองแน่นไปด้วยร้านคั่วเกาลัดมากมาย โดยเชฟไรลีย์ได้นำเกาลัดมาบดจนละเอียด แล้วผสมกับสมุนไพรไทยหลากชนิด ก่อนนำไปอบบนถาดขนมครก ก่อนเสิร์ฟนำมาจับคู่กับเมอร์แรงส้มไทยและครีมเกาลัด ที่ขอบอกว่าอร่อยลงตัวและได้รสสัมผัสที่สมดุลกำลังดี



ทันทีที่จานนี้มาวางอยู่ตรงหน้า ภาพของ Abstraction White Rose ของ Gegorgia O’ Keeffe ก็เป็นภาพแรกที่เรานึกถึงในทันที และเมื่อได้ลิ้มรสความอร่อย ก็รู้แน่ชัดว่านี่คือความงดงามของขนมหวานที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังและสะกดใจได้ไม่น้อย



ร้าน CANVAS BANGKOK มีส่วนที่เป็นบาร์อยู่ในพื้นที่ของชั้นลอยด้านบน ซึ่งแนวคิดของเครื่องดื่มที่นี่ ก็ตั้งใจที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่เพื่อความรื่นรมย์ในการดื่มด่ำค็อกเทล ที่ต่างไปจากความคุ้นลิ้นหรือคุ้นเคยของใครหลายๆ คน โดยจะเลือกใช้วัตถุดิบไทยๆ มา Infused ค่อนข้างมาก พร้อมสร้างสรรค์เอกลักษณ์ของรสชาติและรสสัมผัสที่พร้อมชวนให้ลุ่มหลง ไม่ว่าจะเป็น Classis Cocktail ที่หลายคนรู้จักดี หรือจะเป็น Signature Cocktail ที่พัฒนาและคิดขึ้นมาใหม่ก็ตาม ต่างล้วนมีความน่าสนใจและน่าลิ้มรสหลากหลายเมนูด้วยกัน




Canvas Martini
เพราะอยากให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ใหม่กับ Martini จึงมีการนำเหล้า Gin ไป Infused และยังมี  Aloe Vera Vinegar เหล้า Vermouth และกลิ่นดอกกระดังงาเป็นส่วนผสมเพิ่มอีกด้วย ในส่วนของ Garnish นั้น เลือกใช้ Black Olive ที่ผสมกับ Rose Marry จึงทำให้ได้กลิ่นหอมเย้ายวนใจ เสิร์ฟในแก้วโลหะเพื่อช่วยรักษาความเย็นให้ได้ดื่มด่ำอย่างยาวนานยิ่งขึ้น ซึ่ง Canvas Martini แก้วนี้จะมีรสชาติที่เสริมส่งสมดุลกับรสชาติของอาหาร ถือเป็นแก้วที่ดื่มได้ง่ายและเพลินควบคู่ไปกับเมนูจานอร่อยของที่นี่  





Soothe My Soul
ถือเป็นเครื่องดื่มแก้วพิเศษที่มีรสชาติอันลึกล้ำ ด้วยการนำใบเนียม ซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะตัว คือมีกลิ่นคล้ายใบเตย แต่หอมเข้มกว่า ให้กลิ่นสัมผัสที่หอมเย็นปนหวานที่ล้ำลึก ซึ่งเมื่อนำมา Infused กับเหล้า ก็จะให้ได้รสชาติที่นุ่ม นวล เนียน มากยิ่งขึ้น ซึ่ง Soothe My Soul แก้วนี้ จะใช้ใบเนียม เมล็ดกาแฟ เหล้า Cognac เหล้า Sweet Vermouth และ Kahlua มา Infused กันด้วยสัดส่วนและสูตรเฉพาะของที่นี่ ก่อนเสิร์ฟอบควันจากสมุนไพรไทยอย่างโป๊ยกั้ก เพื่อช่วยเพิ่มกลิ่นสัมผัสให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น




Canvas Mulata Daiquiri
จาก Classis Cocktail ที่หลายคนรู้จักดี แต่แก้วนี้จะใช้ Isan Rum มาผสมกับ Dark Rum ซึ่งกลิ่นอ้อยของ Isan Rum และความหวานจาก Caramel ใน Dark Rum จะช่วยให้คุณลักษณ์ของรสชาติและกลิ่นสัมผัสของ Daiquiri แก้วนี้มีเสน่ห์น่าค้นหามากขึ้น และเพื่อให้รสชาติดื่มได้ยาวๆ  จึงมีการผสม White Chocolate Liqueur และ Umeshu พร้อม Lemon กับ ไข่ขาว มาช่วยปรับสมดุลของรสชาติทั้งหมด ให้นวลเนียนและดื่มได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่ง Canvas Mulata Daiquiri แก้วนี้ ผู้หญิงดื่มได้ ผู้ชายดื่มคล่อง แบบเบาๆ สบายๆ ไม่ต้องกลัวขมคออย่างแน่นอน




CANVAS BANGKOK บริหารและดูแลโดยทีมงานเดียวกันกับ Rabbit Hole บาร์เครื่องดื่มที่เป็นที่โปรดและเป็นที่ประจำของหลายๆ คน โดยที่ ร้าน Canvas มี เชฟไรลีย์ แซนเดอร์ส (Riley Sanders)  เชฟหนุ่มจากเท็กซัส เป็นผู้ดูแลเมนูอาหารทั้งหมด และมีคุณยอด-ณภัทร ณัฐชาชล หัวกะทิมือฉมังจากบาร์ Rabbit Hole มาเป็นพี่ใหญ่ช่วยดูค็อกเทลและเครื่องดื่มทั้งหมดของที่นี่ แนะนำให้มาแต่หัววันจะได้ดื่มด่ำบรรยากาศและอิ่มอร่อยได้อย่างเต็มที่ ยิ่งมาหลายคนจะยิ่งดี เพราะเมนูที่นี่มีความหลากหลายมาก หากมาหลายคน แนะนำให้โทร.จองล่วงหน้า และทางร้านมีบริการ Valet Parking จึงไม่ต้องกังวลเรื่องที่จอดรถแต่อย่างใด



CANVAS BANGKOK

ที่ตั้ง: 113/9-10 ระหว่างซอยทองหล่อ 5 และ 7
โทร.:  02 069 3067, 09 9614 1158
เปิดบริการ : จันทร์-ศุกร์ 18.00-24.00 น. เสาร์-อาทิตย์ 18.00-0.30 น.
Website:  www.canvasbangkok.com
FB : www.facebook.com/Canvasbkk

Comment