SHARE
BUDECHA

ที่ บูเดอช่า โฮมสเตย์ เพราะเรากับฟ้า คือหนึ่งเดียวกัน

SHARE


หลายคนตั้งใจออกเดินทางไกล เพราะอยากหนี บ้างก็หนีปัญหารัก หนีชีวิตเมืองที่วุ่นวาย หรือหนีบรรยากาศที่ทำงานที่ชวนเครียด อยากไปพักผ่อนให้ไกลๆ ห่างผู้ห่างคน หากติดขัดเรื่องกำลังทรัพย์หรือระยะเวลาที่ไปไหนไกลๆ มากๆ อย่างต่างประเทศไม่ได้ หลายคนก็เลือกที่จะหนีขึ้นดอย ไปนอนบนภูสูงสักคืนสองคืน



 

และไม่ว่าจะมีความตั้งใจแบบไหน จะอยากหนีอะไรสักอย่างตามที่กล่าวมาหรือไม่ ที่บูเดอช่า ซึ่งเป็นโฮมสเตย์เต็มรูปแบบ ก็เหมาะสำหรับทุกคน ที่ชมชอบและอยากใกล้ชิดธรรมชาติ ไปนอนหายใจทิ้ง ผสานลมหายใจเป็นหนึ่งเดียวกับโอโซนบนยอดเขา ไปนอนเอกเขนกให้แผ่นหลังกับผืนดินผืนหญ้าได้คุยกัน ถ้าเป็นคนชอบความเรียบง่าย รักธรรมชาติ รักวิถีชีวิตท้องถิ่น ที่นี่คืออีกหนึ่งที่พักชั้นดีแบบโฮมสเตย์ ที่ควรค่าแก่การไปเยือนยิ่งนัก

บูเดอช่า เป็นภาษา ปกาเกอะญอ ที่มีความหมายว่า บ้านใกล้ชิดดวงดาว ซึ่งแน่นอนว่ารอบๆ บูเดอช่า คือหมู่บ้านของชาวปกาเกอะญอ ที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้เกือบครบสมบูรณ์ เพราะบางส่วนที่เปลี่ยนไปเนื่องจากพอมีถนนเข้ามาถึงหมู่บ้าน ไฟฟ้าก็เข้ามาถึง และเมื่อไฟฟ้ามาถึงวัฒนธรรมเมืองหลายๆ อย่าง ก็ถาโถมเข้ามาผ่านสื่อต่างๆ อย่างยากที่จะปฏิเสธ




บูเดอช่า อยู่บนภูสูงในพื้นที่ของบ้านแม่แดดน้อย ตำบลแม่แดด อำเภอกัลยานิวัฒนา ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ 111 กม. เส้นทางบางช่วงสมบุกสมบันพอประมาณ ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ก้าวแรกที่มาถึงบูเดอช่า จะพบบ้านไม้ในบรรยากาศร่มรื่น ที่มีระเบียงเชื่อมเป็นลานบ้าน เห็นวิวภูเขาสวยตระหง่านอยู่ตรงหน้า พร้อมหมู่มวลน้องแมวตัวน้อยมาวิ่งล้อมหน้าล้อมหลัง ทำหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับ เรียกรอยยิ้มให้หายเหนื่อยจากการเดินทางได้แทบจะทันที









ที่นี่มีห้องพักจำนวนน้อย รองรับแขกที่มาพักได้แค่ราว 10 คนนิดๆ เท่านั้น มีทั้งแบบห้องใหญ่พักได้ 6 คน หรือห้องเล็กพักได้ 2 คน หรือกระท่อมน้อยบนต้นไม้ ที่เหมาะสำหรับการนอนเดี่ยวพักคนเดียว ตื่นมาเห็นวิวมุมสูงกับสายหมอกยามเช้าที่ลอยมาทักทายที่หน้าห้องพัก

ที่บูเดอช่า อากาศค่อนข้างเย็นทั้งปี แต่ก็ไม่ยอมเปิดให้เข้าพักตลอด เพราะอยากให้แขกที่มาพักได้สัมผัสบรรยากาศที่ดีที่สุดของปี นั่นคือช่วงหลังหน้าฝนนิดๆ จนถึงหมดช่วงหน้าหนาว และด้วยเพราะอากาศดี ฟ้าสวย ที่นี่จึงมีระเบียงโล่งที่เป็นลานกว้างเชื่อมโยงทุกห้องพักถึงกัน เชื่อมมิตรภาพของแขกที่มาพักทุกคนไว้ที่นี่ จะมานั่งจิบกาแฟ นอนเอกเขนกอ่านหนังสือ อิ่มอร่อยกับมื้อเช้าและเย็น หรือนอนดูดาว เอนกายข้างกองไฟรับไออุ่นยามราตรี ก็เกิดขึ้นที่ลานระเบียงแห่งนี้เช่นกัน

พูดถึงอากาศหนาว หลายคนอาจกังวลเรื่องความเย็นยะเยือกยามอาบน้ำ ก็บอกเลยว่าไม่ต้องกังวลเพราะที่ บูเดอช่า มีห้องน้ำไว้รองรับแขกที่มาพักถึง 3 ห้อง และทุกห้องมีน้ำอุ่นให้ใช้ ตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่ดูดีมีสไตล์ บ่งบอกถึงรสนิยมของเจ้าของที่พัก ที่เคยผ่านงานด้านกราฟิกดีไซน์ที่กรุงเทพฯ มาก่อน และยังชื่นชอบการถ่ายภาพ ตกค่ำก็มักชักชวนแขกที่มาพักไปดูดาว ถ่ายรูปทางช้างเผือกด้วยกัน





*ภาพจาก facebook fanpage: Budecha บูเดอช่า

พูดถึงเรื่องห้องพักไปแล้ว หลายคนอาจยังแอบกังวลเรื่องอาหารการกิน ที่ บูเดอช่า มีแม่ครัวเป็นชาวปกาเกอะญอ ที่ทำอาหารเก่งและรสชาติเป็นเลิศ แต่ก่อนจะถึงมื้อเช้า ที่นี่มีกาแฟดริป รสชาติดี ที่มาจากไร่กาแฟออร์แกนิคในหมู่บ้าน ซึ่งคุณโอมเจ้าบ้าน ก็เป็นผู้ที่ชอบจิบกาแฟยามเช้าเช่นกัน จึงเป็นเรื่องปกติที่ทุกเช้าเราจะได้กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นโชยมาเรียกให้ออกมาจากห้องพัก มาร่วมวงสนทนาที่ลานระเบียงด้วยกัน





มาถึงเรื่องมื้อเช้า หรือไม่ว่ามื้อไหนๆ เมนูอาหารที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นเมนูพื้นบ้านของชาวปกาเกอะญอ ที่อร่อยระดับภัตตาคาร ซึ่งไม่แน่ใจว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสด สะอาด ของวัตถุดิบที่ใช้ปรุงด้วยหรือเปล่า ผักหลายชนิดที่นำมาปรุงเป็นอาหาร ก็มาจากสวนผักออร์แกนิคที่ปลูกเอง รสชาติจึงหวาน กรอบ และเนื้อแน่น อย่างที่ผักจากซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองไม่สามารถเทียบได้เลย


*ภาพจาก facebook fanpage: Budecha บูเดอช่า

เสน่ห์อย่างหนึ่งของการมาพักแบบโฮมสเตย์ คือ เราจะได้เห็นการเกื้อหนุนช่วยเหลือกันและกัน ใครกินอะไรไม่ได้ ใครชอบรสชาติแบบไหน กินเผ็ดเป็นหรือเปล่า ก็บอกกล่าวกัน แม่ครัวก็พยายามอย่างสุดฝีมือที่จะทำอาหารให้มีรสชาติที่ถูกใจทุกคน แต่จริงๆ แล้วอาหารพื้นบ้านของชาวปกาเกอะญอนั้น ค่อนข้างกินง่าย รสชาติกลมกล่อม จนแทบไม่ต้องปรับรสอะไรก็เป็นที่ถูกใจและถูกปากแขกที่มาพักทุกคน จึงไม่จำเป็นที่ต้องร้องขอเมนูอื่นใดเป็นพิเศษ เพราะการที่ได้มีโอกาสลิ้มรสอาหารที่เป็นอาหารท้องถิ่นของชาวปกาเกอะญอ ถือว่าเป็นเป็นโอกาสที่ดีในการได้เรียนรู้ สัมผัส และเข้าถึงวัฒนธรรมการกินท้องถิ่น ที่คงไม่มีโอกาสได้พบเจอบ่อยนัก





ที่ บูเดอช่า จะดูแลอาหารการกินให้กับแขกที่มาพัก ถึง 3 มื้อ ด้วยกัน คือ มื้อเย็นที่มาถึง มื้อเช้า และมื้อกลางวันในวันรุ่งขึ้น (3 มื้อ / การพัก 1 คืน) และตัวอย่างของสำรับอาหารในมื้อเย็นคืนหนึ่งที่เราได้มีโอกาสลิ้มรสและยังจดจำมิรู้ลืม รสชาติความอร่อยที่ปลายลิ้นยังคงจดจำได้อย่างแม่นยำ อย่างในรูปนี้ ประกอบด้วย น้ำพริกปลากระป๋องกับผักท้องถิ่นลวก ต้มไก่มะแขว่น ผัดผักกูด และที่พิเศษมากๆ คือ แกงเย็น




แกงเย็น หรือ ญ่า โพ จื่อ ที ในภาษาปกาเกอะญอ ถือเป็นแกงพื้นถิ่นที่มาจากภูมิปัญญาของชาวปกาเกอะญอ โดยแท้ ซึ่งวิธีแบบดั้งเดิมนั้น แกงเย็นจะทำที่ริมน้ำ อาจเป็นแม่น้ำ หรือลำธารก็ได้ โดยจับปลามาปิ้ง ระหว่างปิ้ง จะขุดสันทรายให้เป็นร่องน้ำเพื่อให้น้ำไหลผ่าน แล้วทำเป็นหลุม จากนั้นเอาใบตองหรือใบไม้ที่มีขนาดใหญ่ทำเป็นภาชนะเหมือนถ้วย แล้วเอาเครื่องปรุงกับเนื้อปลาที่ปิ้งแล้วปรุงให้เป็นแกงในหลุมนี้ จึงเรียกเมนูนี้ว่า "แกงเย็น" ซึ่งส่วนผสมหลักๆ จะประกอบด้วย ปลาเนื้อขาวจากแหล่งนํ้าธรรมชาติ เกลือป่น ตะไคร้หั่นเป็นท่อน หอมแดงซอยเป็นชิ้น ข่าซอยเป็นชิ้น พริกแห้งโลนไฟ ลูกมะกอก ใบผักชี  บะเกอะเออ (ทำมาจากผักกาดขมซอยตากแห้ง) และนํ้าเปล่า ซึ่งจะเห็นว่ามีส่วนผสมหลายอย่างเป็นตัวช่วยดับกลิ่นคาวของปลาได้อย่างดี ส่วนรสชาตินั้น ขอบอกว่าจะออกเผ็ดนิดๆ อมเปรี้ยวหน่อยๆ ซดน้ำแกงจะคล่องคอมาก เป็นเมนูเฉพาะของชาวปกาเกอะญอที่ได้ชิมแล้วถือเป็นบุญลิ้นยิ่งนัก



จะว่าไปแล้วการมาพักผ่อนที่ บูเดอช่านั้น คงไม่จำเป็นต้องมีกิจกรรมอะไรมากมาย แค่พกหนังสือเล่มโปรดมาสักเล่มก็เหลือเฟือกับการมานอนทอดหุ่ย ปล่อยตัวปล่อยใจให้ธรรมชาติโอบกอดพร้อมปลอบประโลมอย่างอบอุ่น ทำตัวเบาให้ฟ้ากอดเล่น ให้แดดใส แสงเบาอ่อน ลูบไล้ผิวกาย

แต่ด้วยพื้นที่โดยรอบที่เป็นผืนป่าใหญ่ เป็นธรรมชาติที่บริสุทธ์ และแวดล้อมด้วยหมู่บ้านของชาวปกาเกอะญอ ก็พอมีกิจกรรมแบบวิถีชุมชน ที่รอให้ได้ไปค้นพบ เพื่อการเรียนรู้และเป็นประสบการณ์ใหม่ที่น่าประทับใจอยู่หลายอย่างด้วยกัน




ค่ำคืนแรกที่มาถึง บูเดอช่า กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดหลังอาหารเย็นหรือมื้อค่ำ คือการมาร่วมวงสนทนารอบกองไฟ รับไออุ่นจากการอังไฟ ที่รับรองว่าจะอบอุ่นด้วยมิตรภาพจากเพื่อนใหม่ที่มาร่วมพักอยู่ด้วยกัน ต่างคนต่างมาจากต่างที่ต่างถิ่น บางคนมาเดี่ยว บางคนเป็นคู่เพื่อน คู่แฟน หรือก๊วนเพื่อนสนิท ทั้งคนไทยและเพื่อนต่างชาติ

เคยมีการกล่าวไว้ว่า “ยิ่งดึก มิตรภาพยิ่งยั่งยืน”

จริงหรือเท็จแค่ไหนไม่รู้ แต่เคยมีเรื่องเล่ากันว่าความรักของหลายคู่ เริ่มต้นที่นี่...



ไมไกลจากบ้านพักมากนัก จะมีแปลงกาแฟอราบิก้าขนาดย่อม ที่ถือเป็นแปลงทดลองของหนุ่มขาวปกาเกอะญอ ที่หลงใหลในวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ จึงตั้งใจศึกษาและทดลองทุกขั้นตอนในการผลิตเมล็ดกาแฟคุณภาพ ตั้งแต่การปลูก การเก็บเมล็ดเชอรี่ การปอกเปลือก (Pulping) โดยการคัดเลือกเมล็ดกาแฟพันธุ์ดี สมบูรณ์ คัดเอาเมล็ดที่เสียออก การกำจัดเมือก (Demucilaging) โดยวิธีการหมักโดยใช้น้ำสะอาดหมักไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง จากนั้นนำมาล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง ก่อนนำไปสู่การการตากหรือการทำแห้ง (Drying) ถือเป็นกิจกรรมที่คนรักการดื่มกาแฟไม่ควรพลาด













 

ถ้าจำไม่ผิด ที่หมู่บ้านนี้ จะมีสวนสตรอเบอร์รี่เพียงสวนเดียวเท่านั้น ที่เป็นออร์แกนิคเกือบเต็มรูปแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เหตุผลใหญ่ๆ เพราะผลผลิตที่ได้จะไม่ใช่สตรอเบอร์รี่ผลใหญ่สีแดงสดอย่างที่ลูกค้าส่วนใหญ่ชอบกัน ทำให้ยอดขายไม่ค่อยดีเท่า การจะทำสวนออร์แกนิคนั้น นอกจากจะมีใจที่ห่วงใยในระบบนิเวศแล้ว ยังต้องรู้จักอดทนควบคู่ไปด้วย

ที่สวนแห่งนี้จึงถือเป็นสวนที่มีความมุ่งมั่นที่จะเป็สวนสตรอเบอร์รี่ ออร์แกนิค ต้นแบบ ที่ไม่ว่าจะได้ผลผลิตจำนวนมากแค่ไหน ก็ขายได้ราคาไม่ดีเท่ากับสวนที่ปลูกแบบใช้สารเคมี เพราะจะได้ลูกที่โตและสีสดกว่า อย่างไรก็ตามพี่เจ้าของสวนซึ่งเป็นชาวปกาเกอะญอ ก็ยังคงยืนยันที่จะทำต่อไป

จากประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสแวะชมและเลือกเก็บสตรอเบอร์รี่จากสวนแห่งนี้ ที่สะอาด ปลอดสารพิษ เก็บแล้วกินได้เลย รสชาติดีมาก อร่อย สด ชุ่มฉ่ำ ซึ่งหากอยากไปพักที่บูเดอช่าในช่วงที่เป็นฤดูเก็บเกี่ยวสตรอเบอร์รี่ ก็คือช่วงปลายปี จนถึงราวต้นเดือนกุมภาพันธ์




*ภาพจาก facebook fanpage: Budecha บูเดอช่า

ในอำเภอกัลยานิวัฒนา มีพื้นที่บางส่วนที่เป็นการทำนาแบบขั้นบันได ซึ่งในช่วงปลายฤดูฝน จะเป็นช่วงที่นาข้าวกำลังเติบโตเขียวสวยสะพรั่งอย่างเต็มที่ ทั้งนี้นาขั้นบันไดถือเป็นภูมิทัศน์วัฒนธรรมโบราณที่สวยงาม เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำการเกษตรแบบยั่งยืนด้วยเทคนิคดั้งเดิม โดยการใช้เครื่องมือธรรมดาของท้องถิ่น สกัดพื้นที่บนไหล่เขาและที่ลาดเชิงเขา จากนั้นสร้างระบบชลประทานโดยปราศจากการใช้เครื่องจักรกล ปรับพื้นที่ภูเขาให้กลายเป็นนาขั้นบันไดที่อยู่บนความสูงในระดับยอดดอย 




*ภาพจาก facebook fanpage: Budecha บูเดอช่า
 

ไม่ไกลจากที่พักมากนัก คุณโอม เจ้าของบูเดอช่า ได้ค้นพบจุดชมวิวที่งดงาม ซึ่งเป็นดอยที่อยู่หลังม่านไม้ใหญ่ เร้นลับและซ่อนเร้นจากสายตาคนทั่วไป ที่หากไม่ซอกแซกก็คงไม่ค้นพบสถานที่แห่งนี้ โดยคุณโอมเรียกที่นี่ว่า “ดอยไม่มีชื่อ” เพราะคิดว่าการไม่มีชื่อ ก็ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของสถานที่ด้วยเช่นกัน ในเมื่อเป็นดอยที่ค้นพบเอง และไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่ามีดอยซ่อนอยู่ตรงนี้ จึงไม่จำเป็นต้องมีชื่อเรียกแต่อย่างใด

บนดอยแห่งนี้ จะมีลานกว้างพอจอดรถได้ พอกางเต็นท์นอนได้ในจำนวนไม่มากนัก เหมาะแก่การเปลี่ยนบรรยากาศมากางเต็นท์นอนชมดาว แล้วทักทายกับทางช้างเผือกในคืนที่ฟ้าเปิด รับรองว่าจะเป็นค่ำคืนที่ชวนจดจำและยากจะลืมเลือนอย่างแน่นอน 


 







หากไม่ขี้เซา หรือมีความสามารถที่จะดีดตัวเองให้ลุกจากที่นอนในคืนที่อากาศเย็นสบายได้ในช่วงเช้ามืด แล้วรีบบึ่งรถมารอชมแสงแรกของวัน บนดอยไม่มีชื่อ รับรองว่าจะเป็นเช้าที่น่าประทับใจอีกหนึ่งเช้าของชีวิต กับบรรยากาศแสงอ่อนๆ ที่ค่อยฉายฉาบขอบฟ้าทีละนิด พร้อมไอหมอกเย็นๆ รอบตัว

นาทีนั้น กับความสุขแสนเรียบง่ายที่อยู่ตรงหน้า ก็เกินพอแล้ว


บูเดอช่า เปิดให้จองที่พักผ่านหน้าเว็บไซต์ และทางกล่องข้อความ  facebook  โดยค่าห้องเพียงคืนละ 900 บาท/คน ในวันธรรมดา และคืนละ 1,000 บาท/คน ในคืนวันศุกร์ เสาร์ และวันหยุดยาว พร้อมรวมอาหาร 3 มื้อ

สนใจคลิกไปอ่านรายละเอียดการจอง การเดินทาง และคำแนะนำต่างๆ ได้ที่
www.budecha.com หรือ คลิกที่รูปด้านล่างนี้ก็ได้เช่นกัน




บูเดอช่า บ้านใกล้ชิดดวงดาว โฮมสเตย์

ที่ตั้ง: 190 หมู่ที่ 4 บ้านแม่แดดน้อย ต. แม่แดด อ. กัลยาณิวัฒนา เชียงใหม่ 58130
โทร.. 081-164-9717

Website:       www.budecha.com
Facebook:    Facebook.com/budecha


 


 

Comment