SHARE
Autumn in Ureshino

หัวใจหยุดเต้นที่เมืองยูเรชิโนะ

SHARE

เมืองยูเรชิโนะ (Ureshino) เป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัดซากะ (Saga) ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่ฮิตหรือมีนักท่องเที่ยวไปเยอะเท่าไหร่นัก ซึ่งบอกตรงๆ เลยว่า เมืองไม่ฮิต ตัวฤทธิ์ (Tourist) ไม่เยอะนี่แหละ ถูกจริตยิ่งนัก ยิ่งพอหาข้อมูลแล้วรู้มาว่าเมืองนี้จะมีเทศกาลต้อนรับฤดูใบไม้เปลี่ยนสี หรือที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่า Ureshino Onsen Autumn Festival ในวันที่ 3 พ.ย. ของทุกปี ก็ยิ่งไม่รีรอจ้องจองตั๋วแทบจะทันที เพราะเชื่อว่าเทศกาลอะไรแบบนี้ ในเมืองเล็กๆ กับคนท้องถิ่น สิ่งที่จะได้สัมผัสนั่นคือ เรื่องของวัฒนธรรมที่มาพร้อมกับธรรมชาติอันงดงามของเมืองนี้อย่างแน่นอน

เขียนเล่ามาถึงตรงนี้ หลายคนอาจยังนึกภาพไม่ออกว่าเมืองยูเรชิโนะนั้นอยู่ตรงไหนของญี่ปุ่น คนที่เคยมีโอกาสไปเยือนจังหวัดซากะมาบ้างแล้ว คงพอจะนึกออก แต่หากยังไม่เคยไปซากะมาเลย ถ้าเอาง่ายๆ สุด ก็คือเมืองนี้อยู่บนเกาะคิวชู ระหว่างจังหวัดฟุกุโอกะและจังหวัดนางาซากิ มีพื้นที่ทางตอนเหนือและตอนใต้ที่ติดกับทะเล ซึ่งพอมีพื้นที่ติดทะเลเยอะ อาหารการกินก็จะสมบูรณ์ ธรรมชาติก็จะสวยงาม ผู้คนก็จะอารมณ์ดี เพราะได้อยู่ดีกินดี ชาวเมืองยูเรชิโนะ ซึ่งมีอยู่ประมาณเกือบๆ  30,000 คน จึงล้วนมีอัธยาศัยที่ดี น่ารัก ยิ้มแย้ม พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวหรือผู้มาเยือนจากเมืองอื่นอย่างเป็นกันเองเสมอ



หลังจากลงเครื่องที่เมืองฟุกุโอกะ ผ่านกรรมวิธีตรวจคนเข้าเมือง รับกระเป๋าจากสายพานเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งบอกตรงๆ เลยว่า ณ จุดนี้ ไม่ได้เสียเวลานานมากเลย พอเดินออกมาก็ไปสอบถามที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ว่าจะซื้อตั๋วนั่งรถ High Way Bus ไปเมืองยูเรชิโนะ เจ้าหน้าที่ก็อธิบายอย่างละเอียดว่าต้องซื้อตั๋วที่ไหน ราคาเท่าไหร่ ซื้อเสร็จแล้วต้องเดินไปรอขึ้นรถที่จุดรอตรงไหน ตอนนั้นคิดว่า เฮ้ย! มันง่ายและสะดวกกว่าที่คิดจริงๆ



เสร็จจากซื้อตั๋วรถ High Way Bus ก็ออกมายืนรอ ณ จุดจอดรถ ซึ่ง ณ จุดนี้ ต้องบอกเลยว่าตอนแรกก็งงๆ นิดหน่อยว่าจะต้องยืนรอที่ช่องไหน เพราะตรงจุดรอรถจุดเดียว มีตั้งหลายช่องทางให้เลือกยืน ซึ่งตอนแรกก็คิดเอาเองว่าจะไปเมืองยูเรชิโนะ ซึ่งอยู่ในเมืองซากะ ก็รอตรงช่องซากะละกัน แต่พอยืนไปได้สักครู่ มีความไม่ชัวร์และไม่แน่ใจ เลยถามคนญี่ปุ่นที่มายืนๆ รออยู่ว่าจะไปเมืองยูเรชิโนะ ยืนรอตรงนี้ถูกไหม... ปรากฏว่าผิด ต้องไปยืนที่ช่องนางาซากิ (Nagasaki) จ้า... เกือบไปแล้วไหมล่ะ



ผ่านไปแค่ชั่วโมงกว่าๆ หลังออกจากสนามบินนานาชาติฟุกุโอกะ ก็มาถึงเมืองยูเรชิโนะ และท้องเริ่มหิว เพราะออกจากกรุงเทพฯ ประมาณตี 1 เครื่องลงที่ฟุกุโอกะ 8 โมงเช้านิดๆ จากนั้นขึ้นรถ High Way Bus รอบ 9 โมงเช้า เลยคิดว่าหาร้านอาหารแบบกินง่ายๆ ไม่ต้องยุ่งยากอะไรรองท้องสักหน่อยน่าจะดีกว่า



ซึ่งไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เดินมาเจอร้านนี้ ซึ่งถือเป็นราเมนดีเด่นประจำเมือง เพราะทำเส้นราเมนเอง น้ำซุปยอดเยี่ยม แอบไปยืนยิ้มหน้าครัวที่เปิดให้เห็นทุกขบวนการในการทำแล้วพบว่า “โชคดีจริงๆ ที่ได้มาเจอร้านนี้” ถือเป็นการเริ่มต้นทริปในเมืองยูเรชิโนะกับมื้อแรกที่ดีงามมากจริงๆ

ร้านนี้ชื่อ 筑豊ラーメン山小屋嬉野店 (ได้ชื่อมาจากการเช็คอินโลเคชั่น) หรือ Yamagoya Ramen ซึ่งเป็นร้านสาขาของกลุ่ม Chikuho Ramen (Mountain Huts)  Ureshino ซึ่งเป็นร้านราเมนที่มีประวัติมาช้านาน โดยผู้ก่อตั้งในยุคแรกนั้นแต่เดิมมีอาชีพขับรถบรรทุกส่งสินค้า และการขับรถบรรทุกส่งสินค้าเป็นระยะทางไกลๆ นั้น ก็ช่างหาร้านอาหาร รวมถึงร้านราเมนอร่อยๆ ยากเสียจริงๆ จึงได้ตัดสินใจเปิดร้านเองบนเขาเสียเลย เผื่อตั้งใจบริการให้กับคนขับรถทางไกลที่หาร้านอร่อยๆ กินยาก โดยเคล็ดลับความอร่อยของร้านนี้คือเส้นราเมนที่ทำเองแบบโบราณ บวกกับน้ำซุปที่รสชาติเข้มข้นไม่เหมือนที่ไหน จึงทำให้ร้านนี้เป็นที่นิยมและเริ่มมีสาขามากขึ้น จนเป็นที่รู้จักของคนท้องถิ่นอย่างมากในทุกวันนี้


 

ราเมนที่สั่งมาคือ Gekikara Ramen เป็นราเมนซุปน้ำใสที่มีความเผ็ดแบบถูกปากคนไทย โดยผมเลือกสั่งไข่ต้มยางมะตูมมาเพิ่ม บอกได้คำเดียวเลยว่าอร่อยแบบซดจนน้ำแห้งติดก้นชามกันเลยทีเดียว แถมเส้นนุ่มกำลังดี เพียงคำแรกที่สัมผัสก็รู้เลยว่าเส้นโฮมเมดแบบนี้ ต้องมีสูตรเฉพาะอย่างแน่นอน แถมว่าจะลวกเส้น น้ำต้องเดือดแบบจุ่มเพียงเล็กน้อยเส้นก็สุกโดยเร็วและไม่ต้องแช่ไว้นาน เพราะไม่อย่างนั้นเส้นจะนิ่มไป ทำให้เสียรส นี่เล่าย้อนเองนึกภาพตาม ยังอดน้ำลายไหลอีกไม่ได้ สารภาพกันตรงนี้ว่าอยากกลับไปซ้ำอีกจริงๆ

ที่ตั้ง: https://binged.it/2mMdZeZ

 

หนึ่งในความตั้งใจในการมาเยือนเมืองยูเรชิโนะในครั้งนี้ คือ การมาดูใบไม้เปลี่ยนสี และจากข้อมูลที่ถามไถ่ของคนท้องถิ่น ที่ Kasuga Gorge คือไหล่เขาแห่งหนึ่งในเมืองยูเรชิโนะ ที่ได้ชื่อว่าเป็นจุดที่จะมีวิวของใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงาม เพราะมีทั้งเวิ้งทะเลสาบและน้ำตก แค่นึกภาพไว้ล่วงหน้า ก็ไม่รีรอที่จะดั้นด้นมาที่ไหนให้ได้ และเมื่อมาถึงก็พบว่าใบไม้เพิ่งเริ่มเปลี่ยนสีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เหตุก็เพราะว่าช่วงปีหลังๆ มานี่อุณหภูมิมีการเปลี่ยนแปลงคลาดเคลื่อนกันแทบจะทุกพื้นที่ในโลก หนาวช้า ร้อนเร็ว หรือฝน หิมะ ตกผิดฤดูกาล จนกลายเป็นเรื่องปกติที่ไม่เกินความคาดหมาย แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้ แม้ว่าใบไม้บน Kasuga Gorge จะเปลี่ยนสีเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่ก็ถือว่าสวยงามสาแก่ใจยิ่งนัก พูดได้เลยว่าไม่ถึงกับเสียเที่ยว ถ่ายรูปมาอวดเพื่อนๆ ให้พอเป็นที่อิจฉาได้ประมาณหนึ่ง


เสร็จจากชมธรรมชาติ ก็มาชมศาลเจ้าโทโยทะมะ ฮิเมะ ศาลเจ้าแห่งนี้ดูเงียบเหงาเหมือนไม่มีอะไร แต่ที่นี่ถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญสำหรับเมืองยูเรชิโนะมากเช่นกัน

ตำนานของศาลเจ้าแห่งนี้เล่าสืบต่อกันมาว่ามีสาวงามผู้หนึ่งนามว่า โทโยทะมะ ฮิเมะ ซึ่งเป็นเทพธิดามังกรที่มีผิวขาวราวหิมะ และมีปลาดุกเผือก นามะซุซามะ(Namazu Sama) เป็นผู้ติดตามรับใช้นาง โดยครั้งหนึ่งในยุคสมัยนั้นมีการระบาดของโรคผิวหนังในหมู่บ้าน ปลาดุกจึงช่วยเหลือโดยให้ผู้ป่วยมาสัมผัสตัวเพื่อช่วยปัดเป่าโรคร้ายให้สุขภาพผิวกลับมาดีและสวยงามอีกครั้ง ทุกวันนี้ภายในบริเวณศาลเจ้า จึงยังมีรูปปั้นปลาดุกสีขาวตั้งอยู่เพื่อให้ผู้คนได้มารดน้ำชำระล้างสักการะ และลูบที่ผิวปลาดุก โดยเชื่อว่าจะส่งผลให้มีผิวที่ขาวผ่องใสยิ่งขึ้น

สำหรับแฟนๆ Soft Cream ของญี่ปุ่น ถ้ามีโอกาสมาเยือนเมืองยูเรชิโนะ ขอแนะนำ Sweet Potato Soft Cream รับรองว่าไม่มีคำว่าผิดหวัง เพราะนอกจากจะหอมกลิ่นมันเผาอ่อนๆ แล้ว ในเนื้อไอศกรีมยังมีเนื้อมันปนอยู่ด้วยแบบกำลังดีไม่มากไปไม่น้อยไป แถมรสชาติยังนวลเนียนไม่หวานมากจนเลี่ยน ผมนี่ต้องแวะทุกครั้งที่เดินผ่านแบบอดไม่ได้ ห้ามใจไม่ไหวจริงๆ

และก็มาถึงไฮไลต์ของทริปนี้ คือ งานเทศกาลฤดูใบไม้ร่วงประจำปีเมืองยูเรชิโนะ ออนเซน  (Ureshino Onsen Autumn Festival) ซึ่งภายในงานจะมีขบวนพาเหรดที่ชาวเมืองจะชักชวนกันมาร่วมร่ายรำเพลงเฉลิมฉลองของฤดูใบไม้ร่วงไปด้วยกัน

แต่ก่อนจะไปชมขบวนพาเหรดนั้น ที่บริเวณสวนสาธารณะด้านหน้าของ "Siebold-No-Yu” ซึ่งเป็น Ureshino Hot Springs Public Bath อันเก่าแก่ของเมือง จะมีการออกร้านของอร่อยประจำเมืองยูเรชิโนะในสวนสาธารณะแห่งนี้ ซึ่งในนั้นก็คือ เต้าหู้ออนเซน หรือ Ureshino Onsen Yudofu ที่ใช้เมล็ดถั่วขาวพันธุ์พื้นเมือง (Ureshino White Bean) กับน้ำแร่ออนเซน ทำให้เต้าหู้ของเมืองนี้เป็นที่ขึ้นชื่อและเป็นที่นิยมถึงความอร่อยของเนื้อเต้าหู้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มางานนี้จึงไม่ควรพลาดทั้งเต้าหู้แบบนึ่ง และแบบทอด ที่อร่อยจนต้องขอเบิ้ล กินเยอะได้สบายๆ เพราะไม่หนักท้องและไม่ต้องกลัวอ้วน

หลังจากอิ่มหมีพีมันพุงกางได้ที่แล้ว ก็มารอชมขบวนพาเหรดที่เป็นการเฉลิมฉลองฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งจะมีทั้งคนหนุ่มสาว ลุงป้าน้าอา เกอิชา และเด็กๆ มาร่วมร่ายรำกันในขบวนพาเหรดที่จะเดินๆ เต้นๆ ร่ายรำกันแบบนี้วนไปเรื่อยๆ ประมาณหนึ่งชั่วโมงจึงถือเป็นการเสร็จสิ้น



หลังจากนั้นก็จะขบวนแห่ศาลเจ้า ที่มีทั้งขบวนแห่งเทพ และขบวนของหน้ากากฟุริว โดยระหว่างทางที่ขบวนจะเคลื่อนไปที่ศาลเจ้าโทโยทะมะ ฮิเมะ จะมีศาลเจ้าจำลองอยู่ในขบวนแห่ เพื่อให้ผู้คนในเมืองได้เดินลอดศาลเจ้าเพื่อความเป็นศิริมงคล และต่อด้วยขบวนหน้ากากฟุริว ที่ประกอบด้วยคนหนุ่มที่มีพละกำลัง ร่ายรำในท่าทางที่เกรี๊ยวกราดตามเสียงกลองและขลุ่ยที่เป็นเสมือนกันสะท้อนอารมณ์ของเหล่าหน้ากากฟุริว ซึ่งท้ายขบวนจะมีขบวนของเหล่าหน้ากากฟุริวรุ่นเยาว์ตัวน้อยๆ ร่วมมาในขบวนด้วย



ปิดท้ายการเยือนเมืองยูเรชิโนะ ด้วยตุ๊กตามาสคอตน่ารักๆ น่าเอ็นดู ที่เรียกความสนใจจากเด็กๆ และนักเดินทางได้เป็นอย่างดี ตลอดการเดินทางที่อยู่ในเมืองนี้ ผมไม่ค่อยพบเจอนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากเท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่จะเป็นคนญี่ปุ่นที่เดินทางมาท่องเที่ยวจากเมืองอื่นเสียมากกว่า


 

Comment