SHARE
Chang Chui l Creative Space

ช่างชุ่ย หมู่บ้านคนบ้า ที่ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน

SHARE

นาทีนี้ คงไม่มีที่ไหนจะตกอยู่ในกระแสเท่ากับที่ ช่างชุ่ย ที่เรียกตัวเองว่าเป็น Creative Space หรือสถานที่ปล่อยของแนวอาร์ตแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เพราะเพียงเปิดตัวไปในวันแรก คือ เมื่อ 23 มิ.ย ที่ผ่านมา ก็โดนดราม่าเรื่องรถติด ไม่มีที่จอดรถ คนล้น และก่อปัญหามากมายให้กับคนในพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้เราขอไม่พูดถึงดีกว่า เพราะทาง “ช่างชุ่ย” เองก็มีข้อผิดพลาดหลายจุดอยู่เช่นกัน และคนในพื้นที่ก็เดือดร้อนจริง แต่เรื่องที่เราจะเล่าและอยากบอกกล่าวต่อกัน เพราะเราคิดว่า ช่างชุ่ย คือ Creative Space ที่ไม่ได้เหมาะกับทุกคน


แล้ว ช่างชุ่ย เหมาะกับใคร

จากมุมมองของเรา เราคิดว่าอันดับแรกต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า “ช่างชุ่ย” ไม่ใช่สวนสนุก ไม่ใช่ Theme Park และไม่ใช่สถานที่จัดงานแนวตลาดนัด งานวัด งานปาหี่ ที่จะให้คนแห่แหนมาถ่ายรูปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ถามว่าเราไปถามทีมงาน ผู้ก่อตั้งมาหรือเปล่า ถึงได้หาญกล้ามาสรุปเช่นนี้ ก็ขอตอบว่าแค่ก้าวแรกที่ไปถึง ก็น่าจะสัมผัสและรู้สึกได้อย่างไม่ยาก โดยไม่ต้องไปถามใคร เพราะทุกรายละเอียดของการตกแต่งสถานที่ ของทุกร้านค้า ล้วนมีเหตุมีผล มีที่มาที่ไป ผ่านกระบวนการคิดมาแล้วอย่างแยบยล ยังไม่นับการลงทุนตกแต่งอย่างมหาศาล แต่ละร้านกระหน่ำไอเดียสาดความคิดสร้างสรรค์ กันแบบไม่มียั้ง เรารู้สึกได้ว่าใครที่กล้าทำขนาดนี้ ย่อมไม่ใช่คนดีๆ แน่ๆ เพราะพวกเขาคือคนบ้า ที่กล้าและบ้าบิ่น ยอมทำทุกอย่างที่จะแตกต่าง และตอบโจทย์ความบ้าของคนที่จะมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ด้วยกัน

ช่างชุ่ย จึงเป็นหมู่บ้านคนบ้า โดยแท้

แล้วคนที่เหมาะจะมาเดิน มาเสพสิ่งต่างๆ ที่นี่ ก็ควรเป็นคนบ้าประเภทเดียวกัน คือบ้าแฟชั่น บ้าแต่งตัว บ้างานอาร์ต บ้าอวด บ้าหล่อ บ้าสวย บ้าศิลปะ บ้าไม่จำกัดรูปแบบ คือเราคิดว่า การจะมาที่นี่ ไม่น่าจะใช่แบบนั่งเล่นนอนเล่นอยู่บ้านไม่มีอะไรทำ ไม่รู้จะไปไหนดี ก็สะพายกล้องมาเดินถ่ายรูปเล่นกันที่ช่างชุ่ยดีกว่า คือ ก็ไม่ผิด แต่เราคิดว่า ตัว “ช่างชุ่ย” เอง มีคุณค่ามากกว่านั้นมากทีเดียว


ฉะนั้นลองคิดดูว่าบรรยากาศในช่างชุ่ยจะดีงามแค่ไหน ถ้าเราได้เห็น คนบ้าแต่งตัวไม่ซ้ำกัน ทุกคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง แล้วมาใช้ชีวิตใน Creative Space ที่ทุกอย่างคืองานดีไซน์มากไอเดีย การมาใช้ชีวิตที่นี่ คือ การมาหาประสบการณ์แปลกใหม่กับรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปจากโลกเดิมๆ ที่คุ้นชิน มันน่าเสียใจไหมล่ะ ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือร้านค้าในช่างชุ่ย ที่ตั้งใจคิดเมนูอาหาร ตั้งใจเลือกสรรของทุกชิ้นมาขาย แบบเลือกแล้วเลือกอีก ว่าเป็นงานดีไซน์ล้ำ ไอเดียเด่นเด้ง แต่ไม่มีลูกค้าคนไหนรู้สึกรู้สาด้วย เพราะทุกคนมัวแต่เดินถ่ายรูปไปมา ถ่ายเสร็จ กลับบ้าน สบายใจ...

สิ่งที่เราอยากเห็นใน ช่างชุ่ย Creative Space คือผู้คนที่ตั้งใจมาปล่อยของ มาบ่งบอกตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง เตรียมวางแผนก่อนมาแบบคิดหนัก ว่าชั้นจะแต่งตัวอย่างไรดี ถึงจะสมกับการมาเยือนหมู่บ้านคนบ้าแห่งนี้ มาเพราะอยากมาเจอประสบการณ์ใหม่ๆ มาแลกเปลี่ยนไอเดียความคิดกันและกัน ทั้งจากผู้ขาย-ผุ้ซื้อ หรือจากคนที่มาเดินใช้ชีวิตที่ช่างชุ่ยด้วยกัน 


^^ ภาพด้านบนและด้านล่างนี้ คือบางส่วนของผู้ที่มาเยือนช่างชุ่ยในวันที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่เราขอชื่นชมจากใจ ในความตั้งใจในการเตรียมตัวมาอย่างดี การแต่งตัวอย่างมีสไตล์และบ่งบอกดีกรีความบ้าขนาดนี้ คือสิ่งที่เราอยากเห็นและปรารถนาให้เกิดขึ้นกับทุกคนที่จะมาช่างชุ่ย
 



ปลุกดีกรีความบ้าในตัว ก่อนมาช่างชุ่ย



ที่ช่างชุ่ย มีหลายๆ จุดที่มีงานตกแต่งเป็นรูปหัวกระโหลก  ซึ่งสิ่งนี้เป็นที่โปรดปรานของคุณลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา ผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่น Flynow และเป็นผู้ก่อตั้ง ช่างชุ่ย Creative Space แห่งนี้ด้วย ซึ่งเราขอยกให้คุณลิ้มเป็นเสมือนหัวหน้าหมู่บ้านคนบ้าแห่งนี้ โดยคุณลิ้มได้เคยบอกกับสื่อมวลชนและให้ข่าวไว้ว่า ช่างชุ่ย เป็นสถานที่ที่รวบรวมเอาความหลากหลายไว้ด้วยกัน เป็นทั้งอาร์ตแกลเลอรี่ โรงละคร โรงฉายหนังขนาดย่อม คาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านหนังสือ ร้านเครื่องดื่ม Design Studio, Exotic Garden, Vintage Barber, Private Museum, Thailand Showcase, Music Store, Tea House, Creative Shop, Fashion คือเป็นทุกอย่างที่ตอบโจทย์ของเหล่าคนบ้าแฟชั่น บ้าศิลปะ บ้าเสพงานอาร์ตนั่นเอง




ดังนั้นก่อนมา ช่างชุ่ย ก็อย่าลืมที่จะปลุกดีกรีความบ้าในตัว วางแผนกันมาให้ดีว่าอยากใส่อะไร อยากมีสัญลักษณ์หัวกระโหลกในตัว เพื่อให้เข้ากับสถานที่ไหม หรือจะโทรนัดกับเพื่อนชวนกันแต่งตัวมาเป็น theme ให้เหมือนกัน เอาให้สุด เล่นให้ใหญ่ ให้สมกับความไม่ธรรมดาของช่างชุ่ยแห่งนี้

ช่างชุ่ย แบ่งพื้นที่ความบ้าไว้ชัดเจน

โดยนอกเหนือจากพื้นที่ที่เป็น Public Space ส่วนรวม ที่มีผลงานศิลปะกระจายอยู่ทั่วไปแล้ว ก็ยังได้แบ่งพื้นที่ตามวิถีและจริตการใช้ชีวิตออกเป็น GREEN ZONE ที่เปิดตั้งแต่ 11.00 น. และ SPIRIT ZONE หรือโซนอเวจี 18+ ที่จะเปิดตั้งแต่ 4 โมงเย็นเป็นต้นไป แล้วแต่ละโซนมีอะไรน่าสนใจบ้าง ตอบโจทย์ความบ้าแค่ไหน เราได้รวบรวมมาให้แล้วทั้ง  2 โซนที่ว่ามา




ในส่วนของพื้นที่ที่เรียกว่า GREEN ZONE นั้น จะเปิดให้บริการกันที่เปิดตั้งแต่ 11.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นพื้นที่สีเขียว โซนนี้จึงประกอบไปด้วยคาเฟ่ ร้านหนึงสือ ร้าชา กาแฟ ร้านอาหาร สวนต้นไม้ เช่น Skull Corner, แดกดิ้น, อาเหนก ป้าสง, หย่อนญาณ, Thé Tea House, Happing Shop, สมบัติผลัดกันชม, บ้านบ๊วย และ ร้านนายศร ซึ่งเราคงไม่ได้ลงรายละเอียดของทุกร้านให้ได้อ่านกัน เพราะเชื่อว่าหลายๆ เว็บไซต์ได้เขียนรายละเอียดกันไว้เยอะแล้ว แต่เราจะเพิ่มมุุมมองอืนๆ ที่ยังขาดไปให้จะดีกว่า

 

Skull Corner





เรือนกระจกในบ้านหัวกระโหลก ที่เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นานาสายพันธุ์ รวมไปถึงไม้กระถางทั้งที่เหมาะแก่การปลูกกลางแจ้งและในร่ม ทั้งแบบต้องการน้ำน้อย ไม่ว่าจะเป็นกระบองเพชร หรือไม้อวบน้ำต่างๆ และแน่นอนว่างานกระถางต้นไม้ที่เป็นรูปหัวกระโหลกก็มีให้เลือกมากมายเช่นกัน และหากบังเอิญได้พบเจอพี่ลดา พี่สาวร่างเล็กที่มักขลุกตัวอยู่กับต้นไม้ต่างๆ แนะนำว่าให้หาโอกาสพูดคุยด้วย รับรองว่าจะได้เคล็ดวิชาดีๆ ในการดูแลต้นไม้ติดตัวกลับบ้านไปด้วยอย่างแน่นอน

แดกดิ้น





จริงๆ จะเรียกว่าศูนย์อาหาร หรือฟุ้ดคอร์สก็ได้ หลายๆ เว็บไวต์ให้ข้อมูลบอกอย่างละเอียดไปแล้วว่าที่ ศูนย์อาหารแดกดิ้นแห่งนี้ มีร้านอาหารอร่อยๆ กี่ร้าน และมีร้านอะไรบ้าง แต่สิ่งที่เราอยากให้ทุกคนให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือการตกแต่งที่พูดได้ว่าเป็นการทำงานของศิลปินที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว เข้าไปดูโคมไฟที่ห้อยระย้ามาจากเพดานอย่างเดียวก็เกินคำว่าคุ้มแล้วครับ

หย่อนญาณ





เป็นที่พักผ่อนและหย่อนอารมณ์ ให้ญาณในกายาได้หยุดนิ่งบ้าง ที่นี่จึงมีคาเฟ่ ที่ได้ทีมจาก  ‘One Ounce for Onion’ มาประจำการคอยทำเครื่องดื่มดีๆ ไว้เสิร์ฟให้ทุกคนได้สบายอกสบายใจ มีส่วนที่เป็นหนังสือ จากร้าน ‘The Booksmith’ ไว้ให้นั่งอ่านและซื้อหากลับบ้าน รวมถึงมุมเวิร์กช้อปเบาๆ ที่เรียบง่าย รวมถึงมุมร้านขายของดีไซน์น่ารักๆ ที่ดีต่อใจแต่เป็นภัยกับกระเป๋าเงินยิ่งนัก

อาเหนก ป้าสง



ตอนนี้ตัวอาคาร อาเหนก ป้าสง ถูกใช้เป็นพื้นที่ขายของแฮนด์เมด ของร้านค้าย่อยๆ ที่มารวมกันหลายๆ ร้าน อารมณ์เหมือน Chelsea Market ที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นตลาดนัดของศิลปินไม่ผิดเพี้ยน แต่ระยะยาวเมื่อช่างชุ่ยเปิดเต็มรูปแบบแล้ว อาคารแห่งนี้ก็จะมีไว้ทำหน้าที่สำหรับกิจกรรมหลากหลายอะไรก็ได้ เอนกประสงค์ เหมือนชื่อเลย คือจะมาจัดนิทรรศการ จัดทำ work shop ทำสัมมนา ก็ได้ทั้งนั้น

Thé Tea House





ร้าน เตทีเฮาส์ จากหัวหิน ที่ยกงานดีไซน์แบบไม่ออมมือมาเปิดให้บริการที่นี่ด้วย ลองนึกภาพหญิงสาวแต่งตัวสีจัดจ้าน ชายหนุ่มแต่งตัวแนววินเทจมานั่งจิบชาใน Tea Society แห่งนี้ คงเป็นภาพที่น่าประทับใจมิใช่น้อย ที่นี่เสิร์ฟชาคุณภาพดีงาม กับเบเกอรี่ และครัวซองส์รสเลิศ ที่เพียงเปิดประตูก้าวผ่านเข้ามาในร้าน ก็ได้สัมผัสกลิ่นอบขนมปังตลบอบอวลแล้ว




SPIRIT ZONE 18+ หรือโซนอเวจี คือ โซนนี้จะเปิดตั้งแต่ช่วง 4 โมงเย็นเป็นต้นไป และเน้นกิจกรรมกินดื่ม ทั้งบาร์เหล้า บาร์เบียร์ โรงหนัง โรงละคร รวมไปถึง LIVE HOUSE ไม่ว่าจะเป็น ดูจิตแล้ว อะไรก็ช่าง. ช่างเชื่อม Live, ใต้มุ้งบาร์, Old Man Cafe' และร้านโหย ซึ่งเป็นร้าน Craft Beer ซึ่งหลายๆ ร้านในโซนนี้ก็ยังไม่พร้อมเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบเท่าไหร่นัก แต่คิดว่าเมื่อเปิดครบสมบูรณ์น่าจะเป็นโซนที่ชวนให้อยู่ได้ยาวและอยู่ได้นาน นึกถึงภาพหนุ่มสาวแต่งตัวแบบจัดเต็มเหมือนมางานปาร์ตี้ของเหล่าศิลปินที่ไม่มีใครยอมใครในเรื่องการแต่งตัวและสไตล์ที่แตกต่างของแต่ละคน



Na-Oh : Museum of Taste 



อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญเมื่อมาช่างชุ่ย ที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ กับ เครื่องบิน Lockheed L-1011 ที่จอดเด่นเป็นสง่าเป็นเสมือนแลนด์มาร์ก ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งเครื่องบินนี้ ล็อกฮีด แอล-1011 นี้ เป็นเครื่องบินไตรสตาร์ แบบ 3 เครื่องยนต์ เริ่มบินครั้งแรกในวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 1970



สิ่งที่เราอยากบอกให้รู้เกี่ยวกับเครื่องบินลำนี้ ที่ไม่อยากให้ทุกคนให้ค่าแค่เป็นแลนด์มาร์กขนาดใหญ่สำหรับมาถ่ายรูปกันเท่านั้น เพราะจริงๆ แล้วต่อให้ไม่มาช่างชุ่ย ต่อให้เครื่องบินลำนี้ไปจอดอยู่ที่ไหน หากคุณเป็นคนชอบดื่มด่ำความอร่อยที่ไม่ธรรมดาและหากินที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ ก็คุ้มค่าที่จะไป เพราะบนเครื่องบินลำนี้ จะถูกเสกด้วยงานศิลปะทุกรูปแบบที่พร้อมปลุกประสาทสัมผัสทุกส่วน ทั้ง แสง สี เสียง รูป รส สัมผัส ให้ตื่นตัวและตื่นเต้นอย่างไม่เป็นส่ำ กับคอนเส็ปพิพิธภัณฑ์แห่งรสชาติความอร่อย ที่รวมไว้ทั้งร้านอาหารแบบ Casual Fine Dining และ Inspiration Cocktail Bar ภายใต้การดูแลของ คุณ Andy Yang เชฟมิชลินสตาร์จากนิวยอร์ก ที่นอกจากจะมีร้านอยู่ในนิวยอร์ก อิตาลี และดูไบ อันเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นแล้ว ตอนนี้ก็ได้มาเริ่มโปรเจ็คล่าล่าสุดกับช่างชุ่ย โดย  Na-Oh เป็นชื่อที่ใช้ความซนและแก่นเสี้ยวในการผวนเสียงมาจากเรือ Noah ที่หลายคนคุ้นชินกับความหมายในพระคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ที่เป็นชื่อของเรือที่จะช่วยชีวิตสรรพสัตว์ในวันสิ้นโลก

เชฟแอนดี้เล่าให้เราฟังแบบเปิดหัวใจว่า พิพิธภัณฑ์แห่งรสชาติความอร่อย ภายใต้ชื่อ Na-Oh ที่เป็นทั้งร้านอาหารและบาร์แห่งนี้ จะพาทุกคนไปพบกับประสบการณ์ใหม่ของการนำเสนออาหารที่รับรองว่าทุกคนจะไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน เราจะได้เห็นว่าส่วนผสมไทยๆ กับเมนูดั้งเดิมตำรับอาหารไทยขนานแท้ที่เราคุ้นชินนั้น จะถูกนำเสนอในมิติใหม่ที่เกินความคาดหมายได้อย่างน่าประทับใจมากเพียงไร




ตอนนี้ทีมงานทั้งหมดทั้งมวลของ Na-Oh กำลังช่วยกันวางแผนและเตรียมต้อนรับลูกค้ากันอย่างทุ่มเท ซึ่งจะพร้อมเปิดให้บริการกลางเดือนสิงหาคมนี้ โดยทุกพื้นที่ภายในเครื่องบินลำนี้ได้ถูกออกแบบและจัดสรรพื้นที่ เพื่อจะเนรมิตให้เป็น Museum of Taste ที่น่าจดจำไม่รู้ลืมอย่างแน่นอน และเมื่อถึงเวลานั้น ทีมงาน AWAY จะรีบไปรีวิวอย่างละเอียดมาให้ได้ทราบกันอย่างแน่นอน



ทั้งหมดที่เล่ามา คือ สิ่งที่เราจะบอกว่า ช่างชุ่ย คือหมู่บ้านของคนบ้า ที่บ้าแฟชั่น บ้าศิลปะ บ้าเสพงานศิลป์ และไม่ได้เหมาะกับทุกคนอย่างแน่นอน หากคุณไม่ได้เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่บ้าอะไรเยี่ยงนี้ ก็ไม่ต้องแห่แหนตามๆ คนอื่นไปก็ได้นะ เพราะถ้าจะไปแค่เดินๆ แล้วถ่ายรูปอย่างเดียว ไม่คุ้มหรอก มันไกล แห่กันไปเยอะๆ รถก็ติด แต่ถ้าอยากไปเพราะมันโดนใจ มันจี๊ด เพราะชอบงานศิลปะ ชอบเสพงานอาร์ต เรื่องถ่ายรูปเป็นผลพลอยได้ อย่างนี้สนับสนุนเต็มที่เลย

Comment